รีวิวรถใหม่ : ทดลองขับ All New SUZUKI ERTIGA รถยนต์ MPV 7 ที่นั่ง

รีวิวรถใหม่ : ทดลองขับ All New SUZUKI ERTIGA รถยนต์ MPV 7 ที่นั่ง หากถามถึงรถเครื่องยนต์ 1500 ว่ารุ่นไหนดีที่สุดคงหาคำตอบให้ยากเพราะซื้อรถก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว แต่ถ้าหากต้องการรถที่กว้างขวางและคุ้มค่าที่สุด ณ ตอนนี้ คงต้องยกให้กับเจ้า ซูซูกิ เออติกา ล่าสุด 2019 รุ่น GL และ GX รถ MPV 7 ที่นั่ง 5 ประตู ที่กำลังมาแรงสุดๆ ซึ่งคุณวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด แอบกระซิบกับเราว่า ตั้งแต่รถเปิดตัว 6 กุมภาพันธ์ จน ณ ตอนนี้ยอดจองปาไปแล้วเกือบ 700 คัน แล้ว

เทสไดร์ฟ ซูซูกิ แอลติกา จะเรียกว่ามารับลมหนาวก็ไม่เชิง เพราะเรามาไกลถึง จ.เชียงราย ที่ยังมีอุณหภูมิในช่วงเช้าสัมผัสได้ถึงลมหนาวแต่สายๆ ก็เริ่มมีอากาศที่ร้อนขึ้นตามอุณหภูมิจังหวัดที่อยู่ใกล้พระอาทิตย์มากที่สุด หลังจากที่เราถึงสนามบินแม่ฟ้าหลวงวันที่ 13 เราเป็นกลุ่ม 2 ที่จะทำการเทสไดร์ฟในวันถัดไป โดยระยะทางในการทดสอบรวมทั้งสิ้น 158 กิโลเมตร ก่อนที่จะได้ทดลองขับกันมาดูจุดเด่นภายในและภายนอกของ ซูซูกิ เออติกา 2019 โฉมใหม่กันค่ะ

ภานนอกดูรวมๆ รอบๆ คัน ของรถยนต์ ซูซูกิ เออติกา 2019 ตัวรถจะมีฐานยาวกว่ารุ่นก่อนหน้าคือปี 2555 โดยยาวเพิ่ม 130 มม. และลดน้ำหนักรถลงถึง 50 ก.ก. เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ และตัวรถให้มีน้ำหนักเบา เราเริ่มไล่จากกระจังหน้าใหม่ดีไซน์รับกับไฟแบบฮาโลเจ่น แยกไฟสูงไฟต่ำ แต่ไฟท้ายเป็น LED มีเส้นสายสวยงาม กระจกข้างพับได้พร้อมไฟเลี้ยวติดกระจกสองข้าง และหากใครที่สงสัยว่ารุ่นท็อปกับรองท็อปต่างกันตรงไหนสังเกตุง่ายๆ ที่ประตูด้ามจับ ตัวท็อปรุ่น GX ด้ามจับเป็นแบบโครเมี่ยม ส่วน GL ด้ามจับจะสีเดียวกับตัวรถ ล้อที่ให้มาเป็นอลูมิเนี่ยมขนาด 15 นิ้ว หน้าดิสเบรค หลังเป็นดรัมเบรค หลายคนอาจจะรู้สึกว่ายางเล็กกว่าตัวรถ แต่จริงๆ แล้วมันช่วยในเรื่องของการประหยัดน้ำมัน และเกาะถนนได้ดี

ภายในหรูหราด้วยคอนโซลลายไม้และพวงมาลัย D-shape
มาดูในส่วนของภายในที่ออกแบบคอนโซลเป็นลายไม้ตัดกับสีดำ (ถ้าวัยรุ่นก็อาจจะมีขัดใจกันบ้าง) แต่โดยรวมก็ถือว่าไม่ขี้เหร่สักเท่าไหร่ ถ้ามาดูในส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกที่ติดมาให้ พวงมาลัยเป็นแบบ D -Shape ให้เพิ่มพื่นที่ตรงส่วนคนขับ (ที่ตัวสูงๆ) ปรับสูง-ต่ำได้ 40 มม. 2 ทิศทางและยังมีระบบฟังก์ชั่นบลูธูทที่สามารถเซทได้พร้อมกันถึง 5 เครื่อง พร้อมปุ่มรับสาย และควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย

แต่ที่ขัดใจอีก 1 จุดก็คือจอที่เป็นแบบพาเนลปรับทัชได้แต่มุมจอข้างๆ ไม่มีภาพให้เห็นเต็มจอ (แต่ถ้าใครอยากจะเปลี่ยนเป็นจอทัชกรีนแบบเต็มจอก็สามารถยกเซทเดิมแล้วเปลี่ยนเองได้) ระบบแอร์ยังเป็นแบบหมุนปรับด้วยมือ แต่มีช่องเป่าลมเย็นตรงที่วางขวดน้ำบริเวณคอนโซลด้านล่าง แถมเอาใจสายเที่ยวด้วยที่วางแก้วข้างในรถถึง 8 ตำแหน่ง ซึ่งโดยรวมแล้วกับราคารถที่เปิดตัวถือว่าก็สมเหตุสมผลค่ะ ใครอยากปรับ อยากได้ตรงไหนเพิ่ม ก็ไปหามาเพิ่มมาแต่งตามความชอบ

เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด กับเครื่องยนต์ใหม่ K15B
หลายคนแอบสงสัยเพราะอะไร ซูซูกิ เออติกา ถึงยังใช้เกียร์ รุ่นเก่า แบบอัตโนมัติ 4 สปีด เพราะเนื่องจากเป็นรถที่นำเข้าจากประเทศอินโดนิเซียทั้งคัน ระบบเกียร์ที่ให้มาจึงยังใช้เป็นแบบ CVT เพราะการดูแลรักษา และปรับเปลี่ยนได้ง่ายหากเกิดการชำรุด ลดค่าใช้จ่ายหลังซ่อม แต่ก็มีปุ่ม Overdrive มาช่วยในการส่งกำลังหากต้องการเร่งแซง

เครื่องยนต์ใหม่รหัส K15B ที่แรงจัดตั้งแต่ออกตัวด้วยกำลังเครื่อง 1.5 ซีซี พร้อมปุ่มสตาร์เครื่องยนต์แบบ Keyless Push Start และชุดโครงสร้างที่ใช้จากเหล็กแบบ High-Tensile ที่ให้ความรู้สึกเกาะถนนดี และแข็งแรง ขณะตกหลุมก็ไม่สะเทือน อีกทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS มีปุ่มเซ็นเซอร์ด้านหลังแจ้งเตือนขณะถอย (ปุ่มนี้สามารถกดปิดเสียงได้ขณะถอยหากรำคาญ) และระบบความปลอดภัยจอดรถบนทางลาดชัน (Hill Hold Control) แอบกระซิบว่าอย่าทดลองระบบในทางลาดชันเกินไปนะจ๊ะอาจจะมีเสียวๆ ได้

ทดลองขับ
เกริ่นความอเนกประสงค์และอุปกรณ์ฟังก์ชั่นของรถมาก็ยืดยาว ได้เวลามาทดลองขับ เริ่มการทดสอบสมรรถนะช่วงแรกๆ ก่อนเดินทางกันร่วม 100 กว่ากิโล เราเดินทางจากโรงแรมที่พักไปยังจุดพักและสลับคนขับกันที่ “ไร่ชาฉุยฟง” ได้ลองนั่งเป็นผู้โดยสานตอน 2 ยอมรับว่าการขยายฐานตัวรถให้กว้างกว่ารุ่นเก่า ทำให้มีที่นั่งกว้างขวางนั่งสบายมากๆ เบาะกระชับตัวคนนั่งแม้จะเป็นเบาะผ้า ขาไม่ติดเบาะหน้าให้เกะกะ แถมยังมีช่องปรับอากาศแถวหลังที่สามารถปรับระดับความแรงไปถึงผู้โดยสารด้านหลังสุดได้อย่างสบาย

ระยะทางจากโรงแรมจนถึงไร่ชา ร่วม 39.7 กิโล โดยลองนั่งเป็นผู้โดยสารตอนหลัง ไม่รู้สึกอึดอัด แถมยังนั่งสบาย ช่วงล่างรับแรงกระแทกได้ดีมาก อาจจะด้วยโครงสร้างตัวถังที่เป็นเหล็กน้ำหนักเบา กับการทำงานของยางที่ทำให้รู้สึกนุ่ม ไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ภายในก็ยังเก็บเสียงได้ดี แต่มีจังหวะที่ผู้ขับคนแรกได้ทดสอบระบบ จอดรถบนทางลาดชัน (Hill Hold Control) ที่ตรงไร่ชาจะชันมาก รถยังมีอาการไหล อันนี้คนขับไม่ควรประมาท

ในที่นั่งแถวสองสามารถพับเก็บเบาะได้ถึง 60:40 ส่วนด้านหลังก็พับเบาะได้ 50:50 จะยัดกระเป๋าใส่กี่ใบก็เหลือๆ แถมประตูข้างผู้โดยสารเปิดกว้างได้ 1 เมตร สาแก่ใจคนชอบซื้อของชิ้นใหญ่ แต่ติดประตูที่อ้ากว้างไม่ได้ แม่บ้านใช้ก็หมดกังวล

หลังจากพลัดไม้แรกที่ไร่ชา เราก็ลงเขาเดินทางกันต่อไปยังจุดพักทานอาหารกลางวัน (ระยะทาง 51.7 กิโลเมตร) ไปยังร้านอาหาร The Border View ตรงสามเหลี่ยมทองคำ จุดนี้ได้ทดลองความเร็วมากขึ้น บวกสลับกับโค้ง และยังได้ทดลองการเร่งแซงที่เรียกว่าเครื่อง 1500 บอดี้ใหญ่ไม่มีออกตัวให้อืดอาด สามารถทำความเร็วได้ในระยะที่พอใจ